โรงน้ำภูธรเริ่มบังคับใช้มาตรฐานGMP 24ก.ค.นี้

นายแพทย์บุญเลิศ ลิ้มทองกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก กล่าว ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องอาหารปลอดภัยทั้งหมด 6 ข้อ มีทั้งคำสั่งห้ามและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดูแลอาหารให้เป็นไปมาตรฐาน กรณีเข้มงวดกับผู้ผลิตอาหารแปรรูป ที่ต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตให้อยู่ภายใต้มาตรฐานที่ดี GMP – Good Manufacturing Practice ก็เป็นข้อหนึ่งโครงการอาหารปลอดภัย แต่มิได้หมายความว่ายกเลิกเครื่องหมายอาหารและยา(อย.) เพราะสินค้าบางอย่างต้องอยู่ภายใต้มาตรฐาน อย. แต่อาหารแปรรูปที่ระบุไว้ 54 ประเภทต้องอยู่ภายใต้มาตรฐาน GMP ต้องเพิ่มกระบวนการควบคุมดูแลตั้งแต่ ขั้นตอนการผลิตจนถึงแปรรูป ซึ่งครอบคลุมหมายมาตรฐาน อ ย.ไว้แล้ว

“คำประกาศกระทรวงสาธารณสุขมีผลบังคับใช้แล้ว แต่การเข้มงวดกับผู้ผลิตอาหารแปรรูปอยู่ ภายใต้มาตรฐานที่ดี GMP–Good Manufacturing Practice กำลังมีผลบังคับใช้วันที่ 24 กรกฏาคม 2546 เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขดูแลเข้มงวดมากขึ้น ส่วนจะกระทบสินค้าหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล ต้องไปพิจารณาว่า องค์ประกอบอื่นๆของโรงงานผลิตสินค้านั้นอยู่ภายใต้มาตรฐาน GMP หรือไม่ บางประเภทก็อาจอยู่ภายใต้มาตรฐาน อย.อย่างเดียวก็พอ อาทิ แรงม้าของเครื่องจักรโรงงาน อย่างไรก็ตาม ผู้ประการการที่ยื่นขอรับเครื่องหมาย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ต้องเข้าไปดูแลสถานที่ผลิตอยู่เหมือนเดิม ส่วนกรณีโรงงานน้ำดื่มถูกระบุว่าเป็นสินค้า 54 ประเภทที่ต้องดูและตั้งแต่ขบวนการผลิต”

นายสุริยะ วิริยะประสิทธิ์ เภสัชกร 7 ดูแลงานคุ้มครองผู้บริโภคฯ กล่าวว่า สาธารณสุขพยายามส่งเสริมแนะนำให้สถานประกอบการ ผ่านกระบวนการรับรองของสาธารณสุขภายใต้เครื่องหมาย GMP ซึ่งมีรายระเอียดนับร้อยข้อหลายขั้นตอน อาทิ สภาพโรงงานต้องถูกสุขลักษณะ ผู้บรรจุต้องสวมใส่เสื้อผ้า แต่ไม่เกี่ยวกับหมายเลข GMP จำนวน 13 หลักที่ผู้ประกอบการลงทุนพิมพ์เครื่องหมายกำกับไว้แล้ว เช่น ฉลากน้ำปลา ขวดน้ำดื่ม ฯลฯ

ที่ผ่านได้ตรวจสอบโรงงานทั้งหมด 80 แห่ง ล่าสุดมีผู้ประกอบการได้ผ่านและเตรียมรับใบประกาศเกียรติคุณประมาณ 50 แห่ง คงเหลือเพียงไม่กี่รายที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องดำเนินการ ตรวจสอบโรงงานให้ครบก่อนมีผลบังคับใช้วันที่ 24 กรกฎาคมนี้

กรณีโรงงานทั้งหมด 80 แห่งของพิษณุโลก ที่เข้าสู่ภายใต้มาตรฐาน GMP – Good Manufacturing Practice คิดเป็นจำนวนโรงน้ำดื่มประมาณ 40 ราย พบว่าโรงงานส่วนใหญ่พยายามดำเนินงานปรับปรุงให้ผ่านเกณฑ์ มีเพียงโรงน้ำดื่ม 1-2 ราย ที่ขอเลิกกิจการเอง ด้วยสาเหตุ ไม่สามารถทนกับสภาพการแข่งขันที่สูง จึงตัดสินใจเลิกกิจการ การเพิ่มต้นทุนปรับปรุงสถานที่ภายในโรงงานเป็นแค่ปัจจัยเสริม ทั้งนี้หากกิจการโรงงานน้ำดื่มมียอดขายดี ย่อมมีเงินลงทุนปรับปรุงสภาพโรงงงาน ซึ่งงบประมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพโรงงานเดิม กรณีผู้ประกอบไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GMP ของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคฯมีสิทธิ์สั่งปิดโรงงานได้

“โรงงานน้ำดื่มสองแควหั่นราคาตลอดกาล”

แหล่งข่าวรายหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า โรงน้ำในพิษณุโลกมีจำนวนมาก แย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดด้วยการลดราคา บางรายไม่สามารถสู้ราคาได้ ก็ต้องเลิกไป แค่คงสภาพโรงงานไว้เช่นเดิม สำหรับน้ำดื่มจำหน่ายอยู่บนท้องตลาดไม่ปรับราคาขึ้นไปได้มานานหลายปี เนื่องจากโรงน้ำผุดขึ้นรายใหม่ๆเป็นประจำทุกปี พร้อมดัมพ์ราคาสู้เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด ยกตัวอย่างน้ำถัง ที่มีราคาขายส่งคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 5-6 บาท กรณีหากซื้อหน้าโรงงานต่ำถึง 3 บาทต่อถัง ขณะที่น้ำโหล(ขวดขุ่น)เฉลี่ยไม่ขึ้นไม่ลง 22 บาท แม้ว่าบางช่วงขยับราคาขึ้นไปเพราะต้นทุนขวดพลาสติกแพง แต่ก็มีโรงงานน้ำบางแห่งลดราคาสูง

เมื่อไม่นานนี้ มีโรงงานน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่งขยายการลงทุนจากจังหวัดอุตรดิตถ์สู่จังหวัดพิษณุโลก มูลค่านับร้อยล้านบาท เพื่อผลิตน้ำแข็งและน้ำดื่ม ซึ่งหนีไม่พ้นกลยุทธหั่นราคา ทว่ามาในรูปแบบใหม่ อาทิ เสนอให้น้ำแข็งแก่ร้านค้าฟรีตลอด 1 เดือนในช่วงเปิดตลาดเริ่มแรก และต้องผูกขาดตลอดไป ส่วนภาวะการแข่งขันน้ำดื่มตลาดบน(ขวดเพท) มีตัวแทนน้ำดื่มหลากยี่ห้อจากกรุงเทพฯแห่เข้าทำตลาด เน้นจัดโปรโมชั่นเสนอรูปแบบของแถม ส่งผลให้น้ำดื่มระดับล่างและน้ำดื่มขวดเพทไม่สดใสนัก

ประกอบการธุรกิจน้ำดื่ม(ขวดขุ่น)ในอดีต อาศัยขายวอลุ่มสูงๆแก่ธุรกิจปั๊มน้ำมัน เพื่อนำไปแจกแถม เจ้าของปั้มน้ำมันได้ปรับเปลี่ยนใช้น้ำขวดเพทจากยี่ห้อจากส่วนกลางแทน ส่งผลให้ตลาดน้ำภูธรถูกแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดไปทั้งบนและล่าง ดังนั้นโรงงานน้ำดื่มในพิษณุโลกจึงหันไปผลิตน้ำถังราคาถูก กรณีการแจ้งยกเลิกโรงงานผลิตน้ำดื่มในจังหวัดพิษณุโลกด้วยเหตุผล GMP จึงแทบไม่ปรากฏ มักเกิดขึ้นเพราะภาวะแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง จนไม่สามารถประคองธุรกิจให้อยู่ได้

“โรงงานน้ำดื่มสี่แควเลิกกิจการ เหตุค่าใช้จ่ายเพียบ”

อดีตเจ้าของโรงน้ำดื่มแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ เล่าว่า

ตนได้แจ้งเลิกกิจการโรงงานผลิตน้ำดื่มเมื่อไม่นานนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการ คือ ภาวะการแข่งขันที่สูง ตัดราคา แม้เดิมก่อนหน้านี้ผู้ผลิตน้ำดื่ม เคยพยายามพยุงราคาไว้ระดับที่พออยู่ได้ อาทิ น้ำโหล(ขวดขุ่น) ควร 28 บาทต่อโหล น้ำถังควร 10 บาทต่อถัง ปัจจุบันลด เหลือ 22-23 บาทต่อโหล และ 6-8 บาทต่อถัง

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าโรงน้ำบางรายต้องแอบลดราคาให้เพื่อเอาใจลูกค้า รถน้ำบางคันดัมพ์ราคา เพราะอาศัยขายปริมาณมากๆ โดยเฉพาะโรงงานน้ำดื่มที่รายใหม่ ประเดิมตลาดด้วยการหั่นราคาเพื่อขอแทรกตลาด ซึ่งโรงงานน้ำในจังหวัดนครสวรรค์มีทั้งหมดประมาณ 70 แห่งอยู่ในเขตอำเภอเมือง 30-40 แห่ง มีโรงน้ำดื่มขนาดใหญ่ทันสมัยเพียง 1 แห่ง แต่สถานการณ์น้ำดื่มระดับบน กลับไม่สามารถเจาะตลาดในเมืองได้เต็มที่ เพราะมีน้ำดื่มของค่ายเบียร์ช้างครองตลาด

เขาเล่าต่ออีกว่า ก่อนหน้าเลิกกิจการโรงน้ำร่วมๆปี ทราบว่า สาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์มีนโยบายตรวจเข้ม พยายามส่งเสริมกระบวนการผลิตที่มีอยู่ให้ได้มาตรฐาน ซึ่งก็ยอมรับว่า วัสดุอุปกรณ์ และสถานที่เคยผลิตถูกใช้งานมาตั้งแต่บรรพบุรุษร่วม 20 ปี เจ้าหน้าที่ฯจึงได้แนะนำให้ปรับปรุงสถานที่ใหม่ อาทิ ปูพื้นให้เป็นกระเบื้อง จากเดิมที่เป็นปูนซีเม็นต์ ห้องบรรจุน้ำดื่มต้องได้มาตรฐาน เมื่อประเมินดูแล้ว ต้องเสียค่าใช้จ่าย 1-2 แสนบาท ประเมินแล้วไม่คุ้ม แม้มีลูกค้าเดิมอยู่มากก็ตาม แต่อนาคตโรงน้ำเน้นดัมพ์ราคาอย่างเดียว

นอกจากกระบวกการหั่นราคาและมาตรฐาน GMP ตนยังไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงได้ ต้องเสียภาษีในแต่ละปีร่วมห้าหมื่นบาท เริ่มจากต้องสรรพากรเรียกรเก็บภาษีขั้นต่ำรายเดือนๆละ 3,000 บาท นั่นหมายถึงยอดขายสูงร่วมๆครึ่งแสนบาทต่อเดือน หากประเมินภาษีครึ่งปี ปลายปีแล้วคงอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องแจ้งเลิกกิจการในที่สุด

4 กรกฎาคม 2546